winningft อดีตกับปัจจุบัน

winningft อดีตกับปัจจุบัน

winningft อดีตกับปัจจุบัน

winningft อดีตกับปัจจุบัน อดีตนักเตะทีมชาติไทยชุดเข้ารอบ 10 ทีมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อปี 2002 ล้อมวงถกกัน ถึงโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ของช้างศึกรุ่นน้อง ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย เดินทางมาถึงรอบ 12 ทีมสุดท้าย – และทีมชาติไทยยังอยู่ในการแข่งขัน แฟน ๆ ช้างศึกกำลังตื่นเต้นกับความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ พร้อมกับคำถามในใจ ว่า ไทยมีโอกาสไปได้ไกลแค่ไหนในครั้งนี้ สมัคร winningft เชิญอดีตผู้เล่นทีมชาติชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 10 ทีมสุดท้าย เมื่อฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกที่ปัจจุบันเริ่มผันตัวไปเป็นโค้ช มาร่วมกันให้ทรรศนะ – ที่เราเชื่อว่าน่าฟังไม่น้อย

เปรียบเทียบทีมชาติไทย

เปรียบเทียบทีมชาติไทยชุดนั้น กับชุดนี้ เราพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : พี่ว่ามันก็พอๆกันนะสำหรับทั้งสองชุด ตอนที่พี่เล่นความสามารถของนักเตะมันโอเคเลยนะ แต่ชุดนี้ด้วยระบบลีกที่แข็งแกร่ง เรามีโค้ชต่างประเทศเข้ามา โค้ชฟิตเนสต่างประเทศเข้ามา ทำให้ศักยภาพของนักบอลตอนนี้มันดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความฟิต แต่สมัยพี่นี่คือถ้าติดทีมชาติต้องฝีมือล้วนๆ ร่างกายสำคัญแต่มันก็ไม่ถึงมาก ตอนนี้ร่างกายสำคัญด้วยเพราะว่าฟุตบอลสมัยนี้มันเร็วขึ้น ถ้าภาพโดยรวมพี่ว่าพอกัน

โชคทวี พรหมรัตน์ : ความแตกต่างคือเรื่องระบบกับ สมรรถภาพร่างกายของเด็ก เพราะสมัยใหม่วิทยาศาสตร์การกีฬามันช่วยได้เยอะ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า พอครึ่งหลังเลยไปแล้ว เราสามารถต่อกรกับคู่แข่งได้สบายๆ เรามีจุดเด่นอยู่ตรงนี้ในชุดปัจจุบัน สมัยก่อนเราเล่นกันเพราะแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่สมรรถภาพทางร่างกาย เราไม่มีวิทยาศาสตร์การกีฬา ลีกก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน สมัยใหม่เด็กก็ได้เจอกับนักเตะเกรด เอ ทำให้เด็กเราพัฒนาไปด้วยเลย

คีย์แมนสามคน

คีย์แมนสามคนที่คิดว่าสำคัญที่สุดของทีมชาติไทยยุคนี้

 วรวุฒิ ศรีมะฆะ : สามคนพี่คิดว่า หนึ่ง ต้องเป็นที่ประตู เพราะว่าเราจะหนักไปทางรับเยอะ แล้วก็ข้างหน้ า แล้วก็กองกลาง ตัวผู้รักษาประตู ไม่ว่าจะเป็นตอง(กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์)หรือสินทวีชัย(หทัยรัตนกุล) ก็โอเคสองคน กองกลางที่จริงพี่มองไปถึง ธนบูรณ์(เกษารัตน์) ซึ่งเขาน่าจะมาเล่นตรงกลางจริงๆ ข้างหน้าน่าจะเป็นธีรศิลป์(แดงดา)

โชคทวี พรหมรัตน์ : ผมมองที่เจ้าตอง ที่เป็นประตู ธนบูรณ์ และก็ธีราทร(บุญมาทัน) ที่มองสามคนนี้ เพราะ ผมว่าเราไปเจอกับเกมในรอบ 12 ทีมสุดท้าย มันจะหนักมาก เพราะฉะนั้นในแนวรับเราต้องไม่หลุดสมาธิเลย น้องพวกนี้สามารถช่วยได้ อีกอย่างคือลูกตั้งเตะของเรา โอกาสที่จะได้ประตูจากคู่แข่งสูงมาก จากเจ้าธีราทร เรามีทีเด็ดจากอุ้ม(ธีราทร) เป็นจุดสำคัญของเรา สามคนนี้ขาดไม่ได้ ตองเองก็ช่วยในเรื่องของเกมรับได้เยอะเลย

เทิดศักดิ์ ใจมั่น : อ่า…(คิดนาน) สามคนหรอ มุ้ย(ธีรศิลป์ แดงดา)หนึ่ง แล้วก็… ธีราทร สอง (คิดนาน) คนสุดท้ายปกเกล้า(อนันต์)ละกัน ที่เป็นสามคนนี้ มุ้ยมีประสบการณ์และเก็บบอลได้ดี ไปเล่นกับทีมพวกนี้ เราต้องมีคนเก็บบอลได้ดีและสามารถคอนโทรลบอลได้ในแดนหน้า แดนกลาง ปก(ปกเกล้า) เป็นคนขยัน วิ่งขึ้นลงได้ดี แต่ปกก็ต้องรักษามาตรฐานและคิดว่าเขาน่าจะช่วยทีมได้เยอะ ส่วนอุ้มเขาเป็นคนที่กระหายในการเล่นและกระตุ้นเพื่อนได้ดี และเขาก็มีทีเด็ดในลูกเซ็ตพีซ

อนุรักษ์ ศรีเกิด : ก็คงต้องมองไปที่คนแรกคือ ธนบูรณ์ เป็นแกนหลัก ชนาธิป(สรงกระสินธุ์) ที่เป็นหัวใจของเกม การยืนตำแหน่ง ชนาธิปค่อนข้างจะมีบทบาท และก็ด้านซ้ายอย่าง ธีราทร บอกว่าสามคนนี้เป็นหัวใจของทีมชาติเลย เมื่อไหร่มองทีมชาติก็จะนึกถึงสามคนนี้ วิธีเล่น winingft

สุรชัย จิระศิริโชติ : สำหรับพี่กองหลังก็คือ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ พี่จั๊บมองว่า แม้เขาจะไม่ใช่เซ็นเตอร์อาชีพ เป็นกองกลางที่มายืนเซนเตอร์ แต่เท่าที่พอรู้ เขาก็เคยเป็นกองหลังมาก่อนสมัยเป็นนักเรียน เคยเล่นเซ็นเตอร์มาก่อน สามารถยืนเซ็นเตอร์ได้ดี พี่จั๊บมองว่าเขาคือหัวใจของเกมรับไทยในปัจจุบัน ส่วนแกนกลางคือ สารัช อยู่เย็น ตังค์เคยเป็นลูกทีมพี่สมัยอยู่ภูเก็ต ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุ 18-19 เอง พัฒนาไปมากครับ ยกระดับตัวเองขึ้นมาสูงมาก ปัจจุบันเกมแดนกลาง ถ้าขาดสารัช พี่จั๊บเชื่อว่าเกมจะด้อยลงไปมาก เพราะฉะนั้นเขาคือหัวใจแดนกลางของเกม ส่วนแดนหน้าคือ มุ้ย ธีรศิลป์ ประสบการณ์ของเขาที่สเปน ยกระดับตัวเองขึ้นไประดับหนึ่ง และสามารถช่วยเก็บบอล และช่วยทีมได้ค่อนข้างมาก พี่จั๊บเชื่อว่าสามคนนี้เป็นคีย์แมนของทีมชาติไทยเลย

 เปรียบเทียบคู่แข่ง

 เปรียบเทียบคู่แข่งของเราในตอนนี้กับตอนนั้น

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : พี่ว่าเหมือนกัน อย่างพวกอิหร่านตอนนั้นก็ไปเล่นยุโรปเยอะ ตอนนี้คู่แข่งเราก็น่ากลัว น่าจะน่ากลัวกว่าด้วยมั้ง เพราะออสเตรเลีย หรือ ญี่ปุ่นก็เล่นในยุโรปเกือบหมด

โชคทวี พรหมรัตน์ : ผมว่าไม่แตกต่าง เพราะแต่ละทีมเขาระดับโลกไปแล้ว อย่างญี่ปุ่นเอง หรือ ออสเตรเลีย ไม่ต้องห่วงว่าเราเจอใคร อันนี้เราเจอของจริง เราต้องทำการบ้านให้หนัก

เทิดศักดิ์ ใจมั่น : ปีนี้หนักครับ ตอนน้าเจออะเบา สมัยน้านะถ้าเราเป็นบอลอาชีพแล้ว ถือว่าง่าย ถ้าเป็นบอลอาชีพสมัยนี้แล้วไทยเจอกับคู่แข่งแบบตอนนั้น น้าเชื่อว่าไทยมีโอกาสไปบอลโลกเลย ตอนนั้น ญี่ปุ่น เกาหลีเขาเป็นเจ้าภาพไปแล้ว ก็เหลืออิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย, บาห์เรน, อิรัก มีไม่กี่ทีม แต่สายที่จับเจอตอนนี้มันหนัก ญี่ปุ่น ถ้าพูดตรง ๆ เราเจอแทบไม่รอด ต้องยอมรับว่าเรายังห่างกับเขา ยูเออี ข้อมูลเราก็น้อย อิรักก็พอมีโอกาส แต่เราก็ไม่ได้ขี่เขา ซาอุฯ เราก็ไม่รู้ว่าชุดใหญ่เขาแข็งแกร่งขนาดไหน มันไม่ง่ายที่จะบุกไปชนะซาอุฯ หรือชนะซาอุฯ ในบ้านเรา ไม่มีอะไรแน่นอน สายเราหนักที่สุด winningft

อนุรักษ์ ศรีเกิด : ตอนสมัยพี่เล่น แต่ละทีมจะมีดารา อย่างอิหร่านก็มีอาลี ดาอี ซาอุฯ ก็มีตัวที่เล่นบอลโลกมาก่อน ถ้าเทียบสมัยนี้ ตัวหลักของแต่ละชาติไม่ได้เก่งด้วยความสามารถ มันไปด้วยทีม และทุกชาติที่อยู่ในสายของเรา สังเกตดูว่านอกจากญี่ปุ่นแล้ว ชาติอื่นก็จะไม่มีดาราที่เป็นโดดเด่น แต่เขาก็มีระบบ รูปแบบการเล่นที่ทันสมัย เขารู้จักวิธีการเล่นมากขึ้น

สุรชัย จิระศิริโชติ : ในรอบ 10 ทีมสุดท้ายสมัยพี่จั๊บเนี่ย(2002) เราก็เจอทีมจากตะวันออกกลางเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสายนี้เป็นสายที่หินกว่าอีกสายหนึ่ง พี่จั๊บเชื่อว่าไทยมีโอกาสนะครับ ไม่ใช่ไม่มีโอกาส แต่เกมในบ้าน เราต้องพยายามเก็บสามแต้มให้ได้ จะได้กี่แมตช์เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ความแข็งแกร่งก็คือเกมในบ้าน คุณก็ต้องเก็บแต้มให้ได้ ส่วนเกมนอกบ้าน พี่จั๊บคิดว่าการไปเก็บได้หนึ่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นเกมไหนก็แล้วแต่ถือว่าเป็นแต้มใหญ่เลย

ตอนที่เคยร่วมทีมกับ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เคยคิดไหมว่าเขาจะมาเป็นโค้ช และทำผลงานได้ดีเหมือนตอนนี้

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : พี่คิดว่าซิโก้ก็เหมาะ ด้วยวิธีการวางตัว ชื่อเสียง และอีกอย่างการทำฟุตบอลมันต้องอยู่ที่ดวง ซิโก้เขาได้ตรงดวงนี่ ก็เหมือนตอนปีเตอร์ วิธ มาทำ เขามาตอนที่นักเตะลงตัวพอดี แล้วมาตอนที่ ทีมในย่านนี้ดรอปลง ทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางหมด

โชคทวี พรหมรัตน์ : ก็แล้วแต่โค้ชนะ ปัจจัยอื่นด้วย เด็กรุ่นนี้เก่งมาด้วย เหมือนยุคดรีมทีม เพราะฉะนั้นการทำงานมันจะง่ายขึ้น แล้วปัจจุบันจะมีวิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยอีก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เด็ก… ขนาดพวกผมนั่งดูยังมันไปด้วยเลย มันเป็นตัวช่วยโค้ชได้เยอะเหมือนกัน

เทิดศักดิ์ ใจมั่น : จริงๆ นักฟุตบอลทุกคน เวลาเล่นฟุตบอลทีมชาติก็มองเป้าที่จะเป็นโค้ช หนีไม่พ้นหรอก ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนจะเดินทางยังไง โก้มันก็เป็นคนที่มีพรแสวง ขยัน ต่อสู้ คือพยายามมาก พยายามคิดทำยังไงให้นักฟุตบอลในทีมเล่นฟุตบอลที่มันสนุก และมีความสุขกับฟุตบอล การเป็นโค้ชกับนักเตะไม่เหมือนกัน เพราะเป็นนักเตะแค่ใส่สตั๊ดลงสนาม แล้วก็ฟังโค้ช แต่ตอนนี้พี่กับโก้ก็เหมือนกัน ต้องดูแลเด็ก ทำให้เด็กกระหายในการเล่นทุกๆแมตช์ อยากเอาชนะเพื่อทีม

อนุรักษ์ ศรีเกิด : ก็ต้องยอมรับว่าซิโก้ สมัยเป็นผู้เล่นเขาเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้นำในการรวมพลัง เวลาเราล้าๆ เขาให้กำลังใจได้ดี แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะมาเป็นโค้ช เชื่ออย่างหนึ่งว่า เครดิตของซิโก้ คือ ความเป็นมืออาชีพ และความเข้าใจของนักเตะ จุดหนึ่งเลยที่ทำให้ทีมชาติไทยในปัจจุบันเป็นอย่างนี้ เพราะความเข้าใจ นักฟุตบอลต้องการอะไร แล้วก็มีความตื่นตัว เวลาซ้อม ดูคนเล่นเป็นลิง หรือเล่นอะไรที่เป็นกลุ่มเมื่อไหร่ ดูนักเตะทุกคนเข้าใจกันดี อย่างที่พี่เฮงพูดว่าใครมาเป็นโค้ชก็ได้ แต่พี่มองจุดหนึ่งว่า ซิโก้รู้ว่านักฟุตบอลต้องการอะไร ณ เวลานั้น และไอเดียที่ไม่ค่อยเหมือนใครของเขาคือการเปลี่ยนตัวผู้เล่น เมื่อไหร่เปลี่ยนตัวผู้เล่น เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร นี่คือจุดหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ เพราะว่าการตัดสินใจ การเปลี่ยนจังหวะเกม

สุรชัย จิระศิริโชติ : ตอนที่เป็นเพื่อนร่วมทีมกัน โก้เขาก็มีความนิ่ง ความสุขุมอยู่ในตัวอยู่แล้ว แล้วก็มีความเป็นผู้นำสูง ซึ่งจุดนี้เขานำมาถ่ายทอดให้กับน้องๆในทีม ให้เด็กๆ มีความสุขุม มีระเบียบวินัย ตรงนี้เขาได้จากตัวซิโก้มามาก ส่วนในเรื่องของการเป็นโค้ช แน่นอนสมัยที่เล่นด้วยกัน เราไม่ได้คาดเดาว่าใครจะสามารถขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชที่ดีในอนาคตได้ แต่ซิโก้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จากความสามารถของเขา แล้วก็ซิโก้มีความเป็นผู้นำ ก็เลยสามารถดึงใจเด็กๆ ได้ ดึงแรงใจเด็กให้เล่นเป็นทีมได้ ถือเป็นจุดเด่นของเขา เขาพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ และถือเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จ เป็นโค้ชที่มีความสามารถสูงมากๆครับ